17 ปีชุมชน

ความรู้ forex

บทที่ 5.ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)

2 พฤษภาคม 2022
webmaster

บทที่ 5.ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)

บทที่ 5.ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)

เส้นค่าเฉลี่ยที่นิยมใช้กันมากที่สุดมีอยู่ 2 ชนิดคือ Simple Moving Average (SMA) และ Exponential Moving Average (EMA)

ทุกวันนี้กลายเปคำถามยอดฮิตไปแล้ว ว่าสองตัวนี้ต่างกันยังไง? และควรจะเลือกใช้อันไหน ?

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่นั้นหมายความว่าเราจะใช้ ราคาปิดเฉลี่ยของค่าเงินในจำนวนช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งขึ้นมา  Moving Average ใช้ในการคาดเดาราคาในอนาคต โดยดูความชันของค่าเฉลี่ย ซึ่งคุณจะสามารถทำนายทิศทางราคาว่าจะไปในทิศทางใด   Moving Average ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาเรียบขึ้น และมีรูปแบบต่าง ๆ ของการใช้ Moving Average ซึ่งแต่ละแบบก็มีความราบเรียบของตัวมันเองแตกต่างกันไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ยิ่งราคามีความราบเรียบมาก ยิ่งทำให้ปฏิกิริยา ของ Moving Average ช้าลง และยิ่ง Moving Average ไม่ราบเรียบมาก ก็จะตอบสนองต่อปฏิกิริยาการเคลื่อนไหวทิศทางราคาของตลาดได้เร็ว

Moving Average แต่ละชนิด และจะมีหลักการคำนวณหาค่า Moving Average อย่างไร ?

การคำนวณเส้นแบบ SMA นั้นเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาแบบตรงไปตรงมา.. ง่ายๆคือเอาราคาในอดีตมาหาค่าเฉลี่ยโดยการหารจำนวนวันเลย ไม่มีราคาไหนที่ให้น้ำหนักมากกว่ากัน.. แต่ในส่วนของ EMA จะเป็นการแสดงผลที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า เส้นค่าเฉลี่ยจึงเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาไวกว่า

Simple Moving Average (SMA)

Simple moving average เป็นชนิดที่ธรรมดาที่สุดของเส้น moving average ปกติแล้ว เส้นSimple moving average จะคำนวณโดยใส่ค่าจำนวน (แท่งเทียน) ของราคาปิดแต่ละช่วงนั้น และหารด้วยจำนวนแท่งนั้น

ถ้าใช้กราฟ 5 แท่ง ของ Simple Moving Average ใน Timeframe 1 ชั่วโมง คุณจะต้องใช้ค่าราคาปิดของ 5 ชั่วโมงที่แล้ว แล้วหารด้วย 5 คุณก็จะได้ค่า Moving Average

ถ้าคุณใช้กราฟ 5 แท่ง ในการคำนวณ Simple Moving Average ในกราฟ 10 นาที คุณจะต้องใช้ราคาปิด ของ เวลา 50 นาที ก่อนหน้า และหารด้วย 5

เช่นเดียวกับ อินดิเคเตอร์ ตัวอื่น ๆ Moving Average จะเคลื่อนไหวช้า เพราว่า เป็นราคาเฉลี่ยของค่าเงินนั้น ๆ คุณทำได้แค่ ทำนายราคาในอนาคต เท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราจะรู้ราคาในอนาคตได้

การคำนวณ: Simple Moving Average (SMA)

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เลขคณิต – Simple Moving Average (SMA)

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เลขคณิตคำนวณโดยการรวมราคาปิดของตราสารในช่วงเวลาเดียว (เช่น 12 ชั่วโมง) จากนั้น, นำค่าที่ได้นี้ไปหารด้วยจำนวนช่วงเวลาดังกล่าว

SMA = SUM(CLOSE, N)/N

โดยที่:

N – หมายถึง จำนวนช่วงเวลาที่ใช้ในการคำนวณ

นี่เป็นตัวอย่างของ Moving Average ทำให้ราคานั้น เรียบขึ้นได้อย่างไร

จากกราฟด้านบน คุณจะเห็น เส้น SMA ( Simple Moving Average) อย่างที่คุณเห็น ยิ่งคุณใช้ ระยะเวลามากขึ้นเท่าไหร่ ดูที่เส้น SMA 62 วัน ซึ่งอยู่ห่างจากราคาปัจจุบันมากกว่า เส้น SMA 30 และ เส้น SMA 5 วัน ซึ่งนี่เพราะว่า เส้น SMA 62 ใช้ราคาปิดของ 62 แท่ง แล้วหารด้วย 62 ยิ่งคุณใช้ตัวเลขเยอะเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เส้น Moving Average มีปฏิกิริยากับราคาตลาดน้อยลง

เส้น SMA ในกราฟจะแสดงให้คุณถึงอารมณ์ตลาด ณ เวลา นั้น ๆ แทนที่เราจะต้องดูแค่ราคาปัจจุบันของตลาดปัจจุบัน เส้น Moving Average จะเปิดมุมมองที่กว้างให้คุณได้มากกว่า ทำให้คุณสามารถทำนายราคาได้ชัดเจนมากขึ้น.

Exponential Moving Average (EMA)

การคำนวณ: ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Exponential – Exponential Moving Average (EMA)

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Exponential (EMA) คำนวณโดยการรวมค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่บางส่วนของราคาปิดล่าสุดกับราคาปิดก่อนหน้า โดยที่ราคาล่าสุดจะมีน้ำหนักมากกว่า P-percent exponential moving average มีลักษณะดังนี้:

EMA = (CLOSE(i)*P)+(EMA(i-1)*(100-P))

โดยที่:

CLOSE(i) – ราคาปิดล่าสุด;

EMA(i-1) – ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ Exponential ของราคาปิดก่อนหน้า;

P – percentage ของการใช้มูลค่าราคา (price value)

Exponential moving averages (EMA) จะให้น้ำหนักมากกว่าในราคาที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งตอบความต้องการของเทรดเดอร์ได้มากกว่า

การใช้งาน Exponential Moving Average (EMA)

การใช้ Moving Average ในการทำกำไร เราจะใช้กับตลาดที่สามารถบอก   เทรนด์ได้ ไม่สามารถใช้กับตลาดที่ผันผวนมากๆแกว่งไปแกว่งมา ( Side way)

การตั้งค่า EMA ส่วนใหญ่เราจะตั้งค่าอยู่ที่ Period  5 , 21 ,  55 , 110 และ 200 วัน

ประโยชน์ Moving Average

1. ใช้เป็นเส้นแนวรับแนวต้านได้

2. ใช้เพื่อดูแนวโน้ม

3. ใช้ Confirm สัญญาณการเข้าออก

1 . ใช้เพื่อดูแนวรับแนวต้าน(Support And Resistance)

การดูแนวรับแนวต้านเราจะดูที่ช่วงเวลา( Time Frame ) ใหญ่ๆ เพราะที่ช่วง TF ใหญ่ๆจะให้ค่าที่ค่อนข้างแม่นพอสมควร เมื่อราคาวิ่งผ่าน EMA ไปแล้ว โดยส่วนใหญ่ มันจะวิ่งกลับมาหาเส้นที่มันทะลุอีกครั้งเพื่อทดสอบแนวรับแนวต้าน ดูรูปประกอบด้านล่าง เป็นกราฟ  Daily ของ USD/JPY สีเหลือง เป็น เส้น EMA  5 สีน้ำเงิน     เป็น เส้น EMA 21 สีขาว       เป็น เส้น EMA 55 สีเขียว       เป็น เส้น EMA 110 สีม่วง เป็น เส้น EMA 200

2. เราจะใช้ EMA เพื่อบอกแนวโน้ม

EMA สามารถบอกแนวโน้มเราได้ ว่าขณะนี้เป็น เทรนขึ้นหรือลง

แนวโน้มขั้น ( Up Trend) จะเป็นแนวโน้มขึ้นก็ต่อเมื่อ ราคาได้ทะลุ  EMA ทุกเส้นขึ้นไปทั้งหมด และราคาปิดสามารถอยู่เหนือ EMA

(การดูแนวโน้ม ให้ดูที่กราฟ สี่ชั่วโมงขึ้นไป เพราะกราฟใหญ่ๆจะไม่หลอกเรา )

แนวโน้มลง (Down Trend ) จะเป็นแนวโน้มลงก็ต่อเมื่อ ราคาได้ทะลุ EMA ทุกเส้นลงมาทั้งหมด และราคาปิดอยู่ใต้เส้น EMA

3.ใช้ Confirm สัญญาณการเข้า-ออก

หลักการดูก็คือ ดูการตัดกันของ EMA   โดยเริ่มจาก EMA ที่มีค่าน้อยตัด EMA ค่ามาก เช่น

EMA 5 ตัดกับ EMA 21  ตัดขึ้นไป

เราก็เข้าซื้อ BUY/LONG

EMA 5 ตัดกับ EMA 21  ตัดลงมาก

เราก็เข้าขาย Sell/Short

SMA vs. EMA

อันดับแรก เราลองมาเริ่มดูตรง exponential moving average กันก่อน เมื่อคุณต้องการราคาเฉลี่ยที่ตอบสนองต่อราคามากหน่อย คุณควรใช้ EMA ที่ใช้ระยะเวลาสั้น มากหน่อย ซึ่งจะทำให้คุณ จับเทรนด์ได้เร็วมากขึ้น หมายความว่า คุณก็จะมีโอกาสได้กำไรเยอะเช่นกัน จริง ๆ แล้วยิ่งคุณจับเทรนด์ได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็สามารถอยู่ในเทรนด์ได้นานขึ้นเท่านั้น และนั่นหมายความว่ากำไรก็สูงขึ้นด้วย

ส่วนข้อเสียของ การใช้ Moving Average ที่จับเทรนด์ได้เร็ว คือ คุณอาจจะเจอสัญญาณหลอก เพราะว่า เส้น Moving Average นั้น ตอบสนองการเคลื่อนไหวของราคาเร็วเกินไป คุณอาจจะคิดว่า เทรนด์กำลังเกิดขึ้น แท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นช่วงที่ราคากระชากลงเท่านั้นเอง

และ ถ้าเป็น simple moving average เมื่อคุณต้องการให้ Moving Average นั้นมีความราบเรียบกว่า การตอบสนองต่อราคาของตลาด ซึ่งยิ่งเราใช้ SMA ในช่วงเวลาที่สูงขึ้นเพียงใด ก็จะมีความเรียบของสัญญาณมากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่า เส้น Simple Moving Average จะตอบสนองต่อพฤติกรรมราคาของตลาดช้า แต่ว่า มันก็จะทำให้คุณปลอดภัยจากสัญญาณหลอก หลาย ๆ สัญญาณ แต่ข้อเสียของมัน คือ มันอาจจะให้สัญญาณช้าเกินไป และ ทำให้คุณพลาดโอกาสในการได้เข้าเทรดที่ราคาที่ดีที่สุดไป

SMAEMA
ข้อดี
ให้สัญญาณที่เรียบ และขจัดสัญญาณหลอกได้ดี

เคลื่อนไหวได้เร็ว และแสดงปฏิกิริยากับ ราคาที่เคลื่อนไหวปัจจุบันได้ดี
ข้อเสีย
เคลื่อนไหวช้าเกินไปซึ่งทำให้เราเข้าออร์เดอร์ช้าเกินไปไม่ว่าจะ Buy หรือ Sell

สัญญาณหลอกอาจจะมาก และทำให้เกิดสัญญาณผิดพลาด

แล้วแบบไหนดีกว่า มันขึ้นอยู่กับคุณว่าจะตัดสินยังไง เทรดเดอร์หลาย ๆ คนใส่เข้าไปทั้งสองชนิด โดยใช้ข้อดีของทั้งสองด้าน และอาจจะใช้ระยะเวลานานขึ้นในเส้น Simple Moving Average ในการหาเทรนด์ และใช้ เส้น Exponential Moving Average ในการหาจุดเข้าที่ดี

จริง ๆ แล้ว ระบบเทรดหลาย ๆ ระบบ ก็ถูกสร้างโดยใช้แนวคิดนี้ ซึ่งเราเรียกว่า “Moving Average Crossovers” และในบทต่อ ๆ ไปในบทเรียน ก็จะมีตัวอย่างนี้เข้ามาซึ่งคุณก็จะได้รู้ว่า คุณจะใช้ Moving Average ในการสร้างระบบเทรดของคุณยังไง

วิธีที่ดีที่สุดในการใช้เส้น Moving Average คือ การใส่กราฟ Moving Average หลาย ๆ ชนิดเข้าไปในกราฟ ดังนั้นคุณจะเห็นทั้งการเคลื่อนไหวเทรนด์ระยะยาว และกราฟเคลื่อนไหวในช่วงสั้น ๆ

อ่านบทความ Forex Advance ทั้งหมด

สมัครเปิดบัญชีเทรดกับเรา รับฟรีสัญญาณเทรดทองคำ XAUUSD และ ระบบเทรดอัตโนมัติ หรือ Expert Advisor (EA)

โลโก้ Weltrade โลโก้ Exness โลโก้ Yellow Box Markets โลโก้ HFM โลโก้ InterStellar Group โลโก้ XM โลโก้ IC Markets โลโก้ Pepperstone โลโก้ IUX โลโก้ Flipper AI DEX Aggregator โลโก้ Bitkub โลโก้ Binance TH