เว็บบอร์ด แห่งนี้เป็นเพียงสื่อกลางเพื่อการศึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้นทาง เราไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลกำไรขาดทุนของท่านได้
รายงานผลประกอบการสดใสช่วงให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แข็งแกร่ง แต่หุ้นกลุ่มเทคฯ จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนีหลักทั้งสามของสหรัฐอเมริกาต่างพากันปรับตัวสูงขึ้น ดัชนี S&P 500 สามารถกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดตลอดกาลได้อีกครั้ง ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วถือเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนให้ความสนใจกับตลาดหุ้นอเมริกาเป็นอย่างมากเนื่องจากบริษัทชื่อดังทางเทคโนโลยีต่างทยอยกันรายงานผลกำไร อย่างไรก็ตามกลุ่ม 6 เทพหุ้นเทคฯ (FAANMG) กลับไม่เป็นชั้นนั้น โดยส่วนใหญ่กลับพากันปรับตัวลดลงไม่ว่าจะเป็นหุ้นเน็ตฟลิกซ์ที่วิ่งลงเกือบ 1% หุ้นอะเมซอน -7% อัลฟาเบต -0.2% มีเพียงแอปเปิลกับไมโครซอฟต์เท่านั้นที่สามารถปรับตัวขึ้นได้ 0.5% และ 0.1% ตามลำดับ
ก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลดลง ก่อนหน้านี้ตลาดได้ปรับตัวขึ้นมาเป็นระยะเวลาห้าวันติดต่อกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพรวมของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ดูแล้วถือว่าค่อนข้างดี ในปีที่แล้วก็เป็นกลุ่มหุ้นเพียงกลุ่มเดียวที่ช่วยประคองตลาดไม่ให้เข้าสู่ขาลงจากการระบาดของโควิด ในตอนนี้ครึ่งหนึ่งของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่บน S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการสำหรับไตรมาสที่สองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อมูลจาก Refinitiv เผยว่า 91% ของบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 สามารถทำกำไรได้มากกว่าตัวเลขคาดการณ์ คาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาสนี้จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว 87.2%
อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่แล้วได้รับผลกระทบมาจากผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก่อนที่จะมีการประชุม จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นกลับปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุที่ตลาดหุ้นไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ก่อนผลการประชุมเพราะส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่าเฟดจะคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเอาไว้ดังเดิม แม้ว่าจะแง้มความเป็นไปได้เกี่ยวกับการลดวงเงินเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็ตาม การที่เฟดยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไว้ แสดงว่าพวกเขายังไม่เชื่อมั่นกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสวนทางกับขาขึ้นในตลาดวอลล์ สตรีท ดังนั้นราคาหุ้นจึงได้มีทั้งวิ่งขึ้นและลงภายในเวลาที่ใกล้เคียงกัน
บริษัทแรกที่กลุ่มเทคโนโลยีที่ได้คิวรายงานผลประกอบการก่อนใครในสัปดาห์ที่แล้วคือบริษัทอัลฟาเบต ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล (Google) เสิร์ชเอ็นจิ้นที่เราต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี รายได้และกำไรรวมของบริษัททะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดโดยมีอานิสงส์มาจากการฝากโฆษณาบนกูเกิลและกำลังซื้อที่กลับมาของประเทศพัฒนาแล้ว ในไตรมาสที่ 2 ปี 2021 กูเกิลมีรายได้เพิ่มขึ้น 61.6% คิดเป็น $61,880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ที่ 56,160 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้หุ้นกูเกิลปรับตัวขึ้นหลังจากรายงานผลประกอบการ 5%
ถัดมาคือคิวรายงานผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตมือถือชื่อดังระดับโลก iPhone เช่นเดียวกับกูเกิล แอปเปิลสามารถรายงานรายได้และยอดขายที่เอาชนะการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ไปได้ รายได้ที่แอปเปิลทำได้ในไตรมาสนี้มีตัวเลขอยู่ที่ $81,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว 36.4% มีตัวเลขการปันผลกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $1.30 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ $1.01 ความสำเร็จในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากความต้องการมือถือ iPhone ที่สามารถรองรับ 5G ได้
ต่อมาเป็นคิวของบริษัทเจ้าของโปรแกรมยอดฮิตตลอดกาลอย่าง Microsoft Words ที่ปัจจุบันไม่ได้ขายแต่โปรแกรมสำหรับสำนักงานอีกต่อไป กำไรของไมโครซอฟต์ส่วนใหญ่ในไตรมาสนี้กลับมาจากการให้บริการคลาวด์ และอาชัวร์ (Azure) ในไตรมาสนี้ไมโครซอฟต์มีรายได้เพิ่มขึ้น 30% คิดเป็นตัวเลข $17,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะอาชัวร์ก็ถือว่าเติบโตไปแล้ว 51% มากกว่าที่นัดวิเคราะห์ประเมินเอาไว้ 43.1%
ปิดท้ายด้วยการรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังจากบริษัทรีเทลรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาอย่างอะเมซอน ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทที่เคยทำกำไรได้อย่างถล่มทลายในปีที่แล้ว ในช่วงที่มีโควิด พอมาถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2021 กลับสามารถทำกำไรได้ $113,080 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะเพิ่มขึ้น 27% YoY แต่กลับน้อยกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทยังออกมาคาดการณ์ด้วยว่ากำไรในไตรมาสถัดไปก็อาจจะยังไม่สามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้ นี่คือสาเหตุที่ทำให้หุ้นอะเมซอนปรับตัวลดลงมากกว่า 7% หลังจากนั้น CFO ของบริษัทได้ออกมาเปิดเผยสาเหตุที่กำไรอาจหดตัวเพราะการกลับมาของธุรกิจดั้งเดิมอาจทำให้การซื้อขายของออนไลน์ถูกลดความสำคัญลง
จริงอยู่ว่าขาขึ้นในปีนี้ของหุ้นกลุ่มเทคฯ ไม่ได้โดดเด่นเหมือนอย่างในปี 2020 สังเกตได้จากในช่วงครึ่งปีแรก เราแทบไม่ได้เห็นข่าวหุ้นกลุ่มเทคฯ ทำผลงานได้อย่างถล่มทลาย ตลอดทั้งปี 2021 หุ้นกลุ่มเทคฯ ปรับตัวขึ้นมาได้มากกว่า 20% เท่านั้น แม้จะไม่ได้อยู่ในความสนใจ แต่นักลงทุนก็ไม่เคยเคยละสายตาไปจากหุ้นกลุ่มนี้ ที่สำคัญมูลค่าของบริษัทที่อยู่บน S&P 500 ก็ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้าที่จะรายงานผลประกอบการ มูลค่ารวมของบริษัทในกลุ่ม FAAMG ยังมีมูลค่ารวมกันคิดเป็น 22.9% ของ S&P 500 อยู่เลย
ภาพรวมของเศรษฐกิจอเมริกาในตอนนี้จึงยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับตัวลดลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ สอดคล้องกับขาขึ้นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และธนาคารกลางก็ยังไม่คิดที่จะเปลี่ยนนโยบายการเงินมาเป็นแบบตึงตัวในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ดี เดือนสิงหาคมถือเป็นเดือนที่นักลงทุนจะจับตาดูการประกาศนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นพิเศษ เป็นไปได้ที่พวกเขาจะยอมพูดถึงรายละเอียดของการลดวงเงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น เมื่อสภาพคล่องเริ่มถูกดึงออกจากตลาด จะทำให้อัตราการเติบโตในตลาดหุ้นชะลอความเร็วลง กราฟจะเริ่มปรับฐาน ยิ่งตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ที่ออกมา แม้จะเติบโต แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้ ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าจุดสูงสุดของตลาดหุ้นได้เดินทางมาถึงแล้ว ดัง
นั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ที่ชะลอตัวลง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนธีมลงทุน ซึ่งจะทำให้หุ้นกลุ่มเทคฯ มีความเสี่ยงที่จะผันผวนมากขึ้น
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะพบกับความท้าทายในการกลับขึ้นไปสู่จุดที่เคยแข็งแกร่งที่สุดอย่างที่ได้เห็นในไตรมาสที่ผ่านมา ปัญหาการขาดแคลนชิปและซัพพลายเชนอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ยังคงสร้างความไม่แน่นอนบางประการให้กับความสามารถของหุ้นเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่นบริษัทดแอปเปิล (AAPL) คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตในไตรมาสที่สี่ของปีงบการเงินจะต่ำกว่า 36% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อจำกัดในการผลิต iPhone และ iPad
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมโดยทั่วไปยังมีปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาวจำนวนมาก แนวโน้มโดยรวมของภาคเทคโนโลยียังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ ดังนั้นเทคโนโลยีจะยังคงเป็นผู้นำตลาดในภาพรวมต่อไป โดยพิจารณาจากศักยภาพการเติบโตที่สำคัญของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อไปในอนาคต เป็นผลให้แนวโน้มรายได้ของบริษัทเหล่านี้ยังคงค่อนข้างคงที่
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตลาดได้เปลี่ยนจากการลงทุนในหุ้นที่เน้นการเติบโตไปสู่รูปแบบการลงทุนที่เน้นมูลค่า หลังจากการปรับฐาน ราคาของหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงเกินจริงนั้นจะน่าดึงดูดแม้จะยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า "ถูก" อยู่มาก ผลสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มเปิดรับหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้น และค่อนข้างมั่นใจในแนวโน้มระยะกลางและระยะยาว
เรียนรู้การลงทุนด้วยการเปิดบัญชี MT4 หรือทดลองเทรดในบัญชีเงินสมมุติเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการลงทุนได้เลย!
เรียนรุ้การเทรดฟอเร็กซ์เพิ่มเติม https://www.atfx.com/th/markets/forex-trading
เปิดบัญชีเทรดโบรกเกอร์ ATFX เปิดบัญชีได้ตามลิ้งนี้
https://login-gm.atfx.com/register
เปิดบัญชีทดลอง Demo คลิก https://www.atfx.com/th/trading-accounts/demo-account
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม
